ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ แชมป์เก่า ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก และเขาถึงชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อไม่กี่ปีก่อน เข้าใกล้การตกชั้นออกจาก พรีเมียร์ลีก มากขึ้นไปอีกก้าวแล้ว จากผลล่าสุดเมื่อ 5 มี.ค. 2569 ซึ่งพวกเขาแพ้ต่อ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 1-3
ก่อนเตะนัดนี้ สเปอร์ส ของกุนซือใหม่ อีกอร์ ทูดอร์ สถานการณ์ก็วิกฤตอยู่แล้ว จากการที่ไม่สามารถเอาชนะใครใน พรีเมียร์ลีก มาได้ 10 นัดติดต่อกัน หรือนับตั้งแต่ขึ้นปี 2026 เป็นต้นมา โดยที่เป็นการพ่ายแพ้อย่างเดียวตลอด 4 นัดหลังสุด อีกทั้งก็ยังต้องเผชิญปัญหานักเตะบาดเจ็บและติดโทษแบน รวมกันนับสิบราย
แต่กับทาง คริสตัล พาเลซ ของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ก็ไม่ได้อยู่ในจุที่ดีนัก ก่อนเกมนี้นำหน้า สเปอร์ส อยู่ไม่กี่แต้ม
อย่างไรก็ตาม เกมที่ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันพฤหัสบดี ผลก็ยังคงลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องของ สเปอร์ส อยู่นั่นเอง
เกมเริ่มมาด้วยประเด็นปัญหา ตอนครึ่งชั่วโมง กับการที่ อิสไมล่า ซาร์ ทะลุเข้าไปทำประตูให้กับ พาเลซ แต่เมื่อผู้ตัดสินใช้เวลาเช็ก VAR อยู่นานนับ 3-4 นาที ก็ลงความเห็นให้ ปีกทีมเยือน ล้ำหน้าไปราวปลายก้อย
เกมพลิกเป็น สเปอร์ส ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 34 อาร์ชี่ เกรย์ ลุยเดี่ยวพลิกหนีคู่แข่ง 2 รายขึ้นสุดเส้นหลังขวา แล้วตบมาให้ โดมินิค โซลันกี้ ชาร์จเข้าไปไม่เหลือ
แต่ทว่าในเพียง 4 นาทีให้หลัง จุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นเมื่อ มิคกี้ ฟาน เดอ เฟน ไปเหนี่ยว อิสไมล่า ซาร์ ล้มลง ผู้ตัดสินชี้จุดโทษและแจกใบแดงไล่ ฟาน เดอ เฟน ออกไปทันที สเปอร์ส ต้องเล่น 10 คนไปจนจบเกม และก็โดนตีเสมอ 1-1 ด้วยขากการที่ ซาร์ ซัดจุดโทษเข้าไปไม่พลาด
ไม่เท่านั้น ก่อนครึ่งแรกจะจบลง ยอร์เก้น สตรานด์ ลาร์เซ่น หลุดเดี่ยวเข้าไปตวัดผ่านมือ กูเยลโม่ วิคาริโอ เป็นประตูให้ พาเลซ พลิกนำ 2-1 ในนาที 45+1
แถมสกอร์ยังถ่างออกเป็น 3-1 ไปอีกตอน 45+7 จากการปิดบัญชีของ อิสไมล่า ซาร์ คนเดิม
ครึ่งหลัง สเปอร์ส พยายามลุยเต็มที่ แต่ก็ไม่แม้แต่จะตีตื้นกลับคืนมาได้ จบเกมไปที่ พาเลซ บุกชนะ 3-1
สเปอร์ส ไม่ชนะใครใน พรีเมียร์ลีก มานานถึง 11 เกมซ้อน และแพ้รวดตลอด 5 เกมหลังสุด
ไก่เดือยทอง ยืนเป็นอันดับ 16 ในตอนนี้ ด้วยแต้มที่มีเหนือทีมอันดับ 18 เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โควตาสุดท้ายของการตกชั้น เพียง 1 คะแนนถ้วน เท่านั้น
ทั้งนี้ สเปอร์ส อยู่เล่นใน พรีเมียร์ลีก มาตั้งแต่ปีก่อตั้ง 1992/93 และไม่ตกชั้นเลยนับตั้งแต่หนสุดท้าย 1976/77

