สถานการณ์ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก สำหรับเกมเมื่อ 4 มี.ค. 2569 ออกเหนือคาดเล็กๆ ด้วยการที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำแต้มหล่นด้วยผลเสมอ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 2-2 ขณะที่ อาร์เซน่อล ยังไปต่อได้ด้วยการบุกชนะ ไบรท์ตัน 1-0
เกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อวันพุธ เป็นเจ้าถิ่น แมนฯ ซิตี้ นำก่อนในนาทีที่ 31 จากลูกวอลเลย์เต็มเท้าของ อองตวน เซเมนโย่ แต่ มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ ก็ยิงตีเสมอให้ ฟอเรสต์ เป็น 1-1 ในนาทีที่ 56
ไม่นานต่อมา นาที 62 โรดรี้ ปิดบัญชีให้ทัพเรือขยับนำอีกรอบ 2-1 แต่ ฟอเรสต์ ก็สู้ยิบตาจนตามตีเสมอ 2-2 ในนาที 76 จากลูกส่องเสียบเสาของ เอลเลียตต์ แอนเดอร์สัน
ทดเจ็บก่อนจบเกม แมนฯ ซิตี้ เกือบได้เฮรับประตูชัย แต่ลูกยิงของ ซาวินโญ่ ถูกขวางไว้หน้าเส้นประตูโดย มูริลโล่ ปราการหลังทีมเยือน ส่งผลให้เกมจบแบบแบ่งแต้มกันไป
และยังทำให้ช่องห่างของ แมนฯ ซิตี้ รองจ่าฝูง กับจ่าฝูง อาร์เซน่อล ขยับไปเพิ่มเป็น 7 คะแนน (แมนฯ ซิตี้ ยังแข่งน้อยกว่า 1 นัด) 60:67 จากการทื่ อาร์เซน่อล บุกไปชนะ ไบรท์ตัน 1-0 จากการทำประตูของ บูกาโย่ ซาก้า ตั้งแต่ต้นเกม
ในส่วนบิ๊กแมตช์ระหว่าง แอสตัน วิลล่า พบ เชลซี จบด้วยชัยชนะของทีมเยือน เชลซี ด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 4-1 ชูเอา เปโดร ทำแฮตทริก บวกกับอีกลูกจาก โคล พาลเมอร์ ทั้งที่ วิลล่า ขึ้นนำก่อนตั้งแต่ 2 นาทีเศษจาก ดั๊กลาส ลุยซ์
ผลทำให้ แอสตัน วิลล่า รวมถึง แมนฯ ยูไนเต็ด แต้มสะดุดอยู่ที่ 51 แต้มเท่าเดิม ส่วน เชลซี ในฐานะอันดับ 5 ขยับเข้าใกล้เหลือ 3 คะแนน
แมนยู หน้าทิ่ม บุกแพ้ นิวคาสเซิ่ล สิบคน 1-2
ฝั่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงคราวพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในยุคกุนซือใหม่ ไมเคิ่ล คาร์ริค ด้วยการออกไปแพ้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-2 เกม พรีเมียร์ลีก นัดกลางสัปดาห์ เมื่อ 4 มี.ค.
ก่อนเกมนี้ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ฝั่ง แมนยู ของ คาร์ริค มาด้วยฟอร์มแรงสุดๆ เกมล่าสุดแซงชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 ที่ทำให้เป็นชัยชนะ 6 จาก 7 เกมหลัง
ผิดกับ นิวคาสเซิ่ล ของ เอ๊ดดี้ ฮาว ที่ฟอร์มใน พรีเมียร์ลีก มาไม่สู้ดี แพ้ถึง 4 จาก 5 เกมหลัง รวมถึงที่แพ้คาบ้านต่อ เอฟเวอร์ตัน 2-3 เมื่อสุดสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของเกมนี้ออกมาสวนทางกับความคาดหวังของแฟนๆ ปีศาจแดง ทั้งที่พวกเขาได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่นในช่วงท้ายครึ่งแรก จากการที่ เจค็อบ แรมซี่ย์ ปีกของเจ้าบ้าน โดนใบเหลืองที่ 2 เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม ช่วงทดเจ็บ 45+1 จังหวะล้มลงหลังทะลุเข้าเขตโทษ ซึ่งผู้ตัดสินตีเป็นการพุ่งล้มพยายามเรียกจุดโทษ
ปรากฏว่าให้หลัง 45+6 บรูโน่ แฟร์นันเดส กัปตันทีม แมนยู มาพลาดทำเสียจุดโทษ จากการตัดฟาวล์ แอนโธนี่ กอร์ดอน และ กอร์ดอน ก็สังหารเข้ากลางประตูไม่พลาด พา นิวคาสเซิ่ล ออกนำ 1-0
แต่ก่อนที่ครึ่งแรกจะจบลง แมนยู ก็ตามตีเสมอ 1-1 ได้ตอน 45+9 จากฟรีคิกฝั่งขวา บรูโน่ แฟร์นันเดส เปิดเข้าไปให้ กาเซมิโร่ โขกเข้าเสาสอง นับเป็นแอสซิสต์ที่ 14 ของกัปตันทีมปีศาจแดง ใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้
แล้วแม้จะเล่นด้วยตัวผู้เล่นจำนวนมากกว่า 11:10 ตลอดครึ่งเวลาหลัง แต่รูปเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่สามารถสร้างความกดดันให้กับ นิวคาสเซิ่ล หรือเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ได้แต่อย่างใด
อันที่จริง แมนยู มีโอกาสได้ประตูจากทั้งลูกโหม่งของ เลนี่ โยโร่ หรือลูกยิงไกลของ โยชัว เซิร์คซี แต่ทั้ง 2 ครั้งล้วนแต่ติดซูเปอร์เซฟของ อารอน แรมส์เดล นายทวารเจ้าถิ่น
สุดท้าย กลายเป็นจังหวะสวนกลับของ นิวคาสเซิ่ล นำไปสู่ประตูชัย 2-1 ในนาทีที่ 90 วิลเลี่ยม โอซูล่า ลากผ่าน ไอเดน เฮฟเว่น ที่มุมเขตโทษฝั่งขวาแล้วตวัดยิงด้วยซ้ายผ่าน เซนเน่อ ลัมเมนส์ เข้าไปอย่างสุดยอด
เกมจบที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ 1-2 และแพ้เป็นครั้งแรกในยุค คาร์ริค รวมถึงเป็นการมาแพ้ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ถึง 4 ครั้งติดต่อกัน ด้วยสกอร์ 2-0, 1-0, 4-1 และ 2-1

